ตัวอย่างวิจัยในชั้นเรียน
                                               ฝ่ายวิจัยพัฒนาหลักสูตรประถมศึกษา โรงเรียนสาธิต"พิบูลบำเพ็ญ

กรณีศึกษาที่ 1 การแก้โจทย์ปัญหาตรีโกณมิติ
           
ครูสุมาลีสอนวิชาคณิตศาสตร์ชั้น ม. 3 เป็นเวลา 3 ปี พบว่าผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนส่วนใหญ่ต่ำ โดยเฉพาะ เรื่องโจทย์ ปัญหาตรีโกณมิติ นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถแก้โจทย์ปัญหาได้ จากการสังเกตนักเรียนในขณะที่ทำแบบฝึกหัดเรื่องนี้ ครูสุมาลี พบว่า มี นักเรียนจำนวนหนึ่งอ่านโจทย์ปัญหาแล้วไม่สามารถเขียนเป็นรูปที่โจทย์กำหนดให้ได้ บางคนเขียนรูปได้แต่ไม่ตรงกับที่โจทย์ กำหนดให้ และ บางคนสามารถเขียนรูปได้โดยดูจากตัวอย่างที่ครูสอนและในหนังสือ แต่ไม่สามารถคำนวณหาระยะทางที่โจทย์ ต้องการได้ ทั้งนี้ เพราะไม่รู้ความสัมพันธ์ของมุมและด้าน ไม่รู้ค่าของ Sine, Cos, Tan จากปัญหาดังกล่าว ครูสุมาลีจึงคิดหาวิธีแก้ไข โดยเปลี่ยนวิธีสอนจากเดิมที่ใช้การอธิบายตัวอย่างบนกระดานดำเป็นการพานักเรียนไปเรียนที่เสาธงของโรงเรียน ผนังอาคารเรียน ต้นไม้ และแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ให้ทดลองวัดระยะทางจากจุดที่นักเรียนยืนไปที่เสาธง ผนังตึกเรียน ต้นไม้ โดยเปลี่ยนมุมไปเรื่อย ๆ และ ให้จดบันทึกการวัดไว้ และนำผลมาอภิปรายกันในห้องเรียน และ ให้นักเรียนทำชุดฝึกทักษะการแก้โจทย์ ปัญหาตรีโกณมิติที่เริ่มต้นตั้งแต่ การหาค่าของด้านและมุม จนถึงการแก้โจทย์ปัญหา โดยแบ่งขั้นตอนการแก้ปัญหาโจทย์ไว้เป็นลำดับขั้นอย่าง ชัดเจน จากนั้นแบ่งนักเรียน เป็นกลุ่ม และให้นักเรียนจัดทำโครงงานเกี่ยวกับการนำความรู้เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาตรีโกณมิติไปใช้ในชีวิต ประจำวัน หลังจากนั้น ครูสุมาลีทำการทดสอบนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบเดิมของปีที่แล้ว พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น ผลจาก การใช้ชุด ฝึกทักษะและโครงงานมาแก้ปัญหาเรื่องการแก้โจทย์ปัญหาตรีโกณมิติของนักเรียน ทำให้บรรยากาศในการเรียนคณิตศาสตร์ดีขึ้น นักเรียน กระตือรือร้นที่ได้ไปเรียนรู้จากสถานที่ที่มีอยู่ ่ในโรงเรียน และสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

กรณีศึกษาที่ 2 การศึกษาเด็กเป็นรายกรณี ด.ญ. เตย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของ นางสิริมา กลิ่นกุหลาบ อาจารย์ 3 ระดับ 9 โรงเรียนวัดไทรใหญ่
      
ปัญหาทางพฤติกรรมของเตย
       1.
เตย มุมมองที่ครูพบ ผู้สอนศึกษาพฤติกรรมของเตยโดยการสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การศึกษาจากประวัติของเตย การสัมภาษณ์ แล้วสรุปสิ่งที่พบ เป็นหลายหมวดหมู่ เช่น ด้านครอบครัว ด้านอารมณ์ ด้านการเรียน ด้านนิสัย ด้านความต้องการ ด้านร่างกาย ขอยกตัวอย่างสิ่งที่ครู สรุปจากการสังเกต ด้านครอบครัว ด้านอารมณ์ ด้านการเรียน และด้านนิสัยของเตย ดังนี้
       1.1
ด้านครอบครัว
          [X]
อยู่กับยาย ลุงส่งเงินให้เรียนหนังสือ
          [X]
พ่อฟ้องหย่าแม่
          [X]
พ่อมีภรรยาใหม่
          [X]
แม่มีสามีใหม่ มีลูก
          [X]
เมื่ออายุได้ 6 ปี แม่เลี้ยงนำไปทิ้งไว้กลางทุ่งนา
          [X]
ยายไปรับมาอยู่ด้วย 1.2 ด้านอารมณ์ [X] เกลียดพ่อ
          [X]
ใจน้อย เอาแต่ใจตนเอง
          [X]
ท้ารบ ใจร้อน อารมณ์รุนแรง
          [X]
ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
          [X]
ไม่ชอบความรุนแรงจากคนอื่น 1.3 ด้านการเรียน [X] ชอบวิชาสังคมศึกษา ไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์
          [X]
เรียนรู้ได้ดีจากการค้นคว้า
          [X]
ทำงานกลุ่มไม่ดี ทำงานเดี่ยวได้ดีมาก
          [X]
สมาธิสั้น
          [X]
ชอบกีฬา
       1.4
ด้านนิสัย
          [X]
ชอบหนีเที่ยวห้างสรรพสินค้า
          [X]
คบเพื่อนผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
          [X]
ไม่มีระเบียบไม่อยู่ในกติกา
          [X]
ทำตัวห้าวหาญเหมือนชาย
          [X]
หยิบของผู้อื่นโดยพลการ
          [X]
ช่วยงานอาสาดีมาก ช่วยเพื่อนดี
       2.
สรุปพฤติกรรมของเตย เตยมีปัญหาด้านพฤติกรรม คือ เป็นคนค่อนข้างก้าวร้าว ชอบทะเลาะกับเพื่อน ทำร้าย แย่งของเพื่อนโดยการกระชากจากมือ ไม่เชื่อฟัง ต่อต้าน ชอบออกคำสั่ง ตะโกนเสียงดัง ชอบขโมย
        3.
สาเหตุของปัญหา จากการศึกษาประวัติและพฤติกรรมของเตย ครูสรุปว่ามีสาเหตุมาจากปัญหาทางบ้าน เพราะถูกทอดทิ้งจากพ่อ แม่ และแม่เลี้ยง ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนถึงปัจจุบัน
      ตัวอย่างการบันทึกพฤติกรรมของเตยบางตอน
          
ตอนเช้าสังเกตเห็นเตยใส่เสื้อผ้าไม่ถูกต้องตามระเบียบ สอบถามได้ความว่าไฟไหม้ห้องพัก ตำรวจยังไม่ให้เข้าไปหยิบสิ่งของ จึงไม่มีเสื้อนักเรียนใส่
                                                                    
ครูสิริมา ครูประจำชั้น

          หนูเกลียดผู้ชายทั้งโลก พ่อทำให้แม่เจ็บ หนูเกลียดพ่อ
                                                                      
เตย
          
หนูเกลียดวิชาเลข ครูไม่เข้าใจเด็ก ครูก็รู้ ครูคนอื่นหนูยอมหมดแล้ว แต่ครูเลข หนูรับไม่ได้ เขาน่าจะรู้หนูมีปัญหา  ร้องไห้ไป  รำพันไป
                                                                    
ครูสิริมากับเตย
     4.
ครูแก้ปัญหาโดยการปรับพฤติกรรมของเตย โดยใช้เทคนิค
        4.1
การหยุดยั้ง เมื่อเตยมีพฤติกรรมก้าวร้าว ขว้างกล่องดินสอในห้อง ครูจ้องมองนิ่ง ๆ เมื่อเตยสงบลง ครูบอกว่าอย่างนี้จะน่ารักกว่ามาก
        4.2
การแก้ไขให้ถูกต้องเกินกว่าที่ทำผิด ครูใช้วิธีปรับพฤติกรรม 2 วิธี คือ
             (1)
ให้เก็บของให้เรียบร้อยหลังจากที่เตยมีอารมณ์ดีขึ้นแล้ว เพราะเตยมีอารมณ์รุนแรงมาก ถ้าสั่งขณะเกิดเหตุจะมีปฏิกิริยา ตอบโต้รุนแรงกว่าเดิมมาก
             (2)
ให้จัดห้องเรียนให้เรียบร้อย เป็นการลงโทษให้ทำงานเพิ่มขึ้น
        4.3
การทำสัญญากับเตย เมื่อเหตุการณ์สงบลง ครูขอพบเป็นการส่วนตัว ถามสาเหตุของการกระทำที่ รุนแรงขว้างปาสิ่งของ จากนั้น ขอสัญญาจะไม่ทำอีก
        4.4
ให้ความเป็นกันเอง ความรักความอบอุ่น ดูแล เอาใจใส่ โอบไหล่ พูดคุยด้วย เตยยอมเรียกครูประจำชั้นว่าแม่ เข้ามากอด ครูถือโอกาสอบรม ปลูกฝังความเป็นคนดี มีสติ การใช้เหตุผล
        
ตัวอย่างการบันทึกพฤติกรรมของเตย   โดยครูประจำชั้น
             
วันนี้เตยมากอด ซบอยู่ ถามว่าแม่ไปไหนเมื่อวานไม่พบเลย  เด็กเปลี่ยนทีท่าอ่อนโยนลง
                                           
ครูสิริมา ครูประจำชั้น ป.6/1
      5.
ผลของการปรับพฤติกรรม
          
เตยมีความก้าวร้าวลดลง มีเพื่อนมากขึ้น รับผิดชอบงานดีขึ้นระดับหนึ่ง ตั้งใจทำงานให้สำเร็จแต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นหัวหน้ากลุ่ม ชอบทำงานกับผู้เรียนชายมากกว่าผู้เรียนหญิง โดยให้เหตุผลกับครูว่าเพื่อนผู้ชายไม่เรื่องมาก แต่พฤติกรรมของเตยที่ดีขึ้นไม่คงทน นาน ๆ ครั้ง จะก้าวร้าวอีก ถ้ามีเหตุการณ์กระทับใจ ห้องเรียนสงบขึ้นกว่าเดิมจนสิ้นปีการศึกษา
      6.
พฤติกรรมของเตยหลังจากปรับพฤติกรรม และเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
          [X]
เลิกเกลียดผู้ชาย
          [X]
เล่นกีฬา
          [X]
ยิ้มแย้มแจ่มใส
          [X]
ไม่ยอมใคร
          [X]
ปกป้องเพื่อน
          [X]
พบกระเป๋าสตางค์นำไปมอบให้ครู

 
วิจัยเรื่อง  การวิจัยในชั้นเรียนเรื่องทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
4 โรงเรียนเคหะทุ่งสองห้องวิทยา 2 จากแบบฝึกอ่านประสมคำเป็นขั้นตอน ชื่อผู้วิจัย นางผาสุข รัตนสุวรรณ อาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนเคหะทุ่งสองห้องวิทยา 2 สำนักงานเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

ปีที่ทำวิจัย พ.ศ. 2544 ชั้นเรียนนี้เป็นวิจัยเชิงทดลอง ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนา ศักยภาพด้านการอ่านภาษาอังกฤษของผู้เรียน โดยดำเนินการวิจัยกับประชากรกลุ่มตัวอย่างของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเคหะทุ่งสองห้องวิทยา 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544 จำนวน 106 คน ได้จัดทำแผนการ

สอนอ่านภาษาอังกฤษแบบประสมคำ จำนวน 19 แผน ระยะเวลาในการสอน 57 ชั่วโมง โดยการฝึกอ่านวันละ 15 นาที ในชั่วโมงการสอนภาษาอังกฤษ และจัดทำแบบฝึกอ่านภาษาอังกฤษแบบประสมคำเป็นขั้นตอนให้นักเรียนใช้ฝึกอ่าน จำนวน 106 เล่ม แบบฝึกประกอบด้วย แผนการฝึกอ่านจำนวน 57 แผน

วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษแบบประสมคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเคหะทุ่งสองห้องวิทยา 2 จากแบบฝึกอ่านประสมคำเป็นขั้นตอน

ผลการวิจัยพบว่า การทดสอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 106 คน โดยใช้แบบทดสอบสัมฤทธิ์การอ่านภาษาอังกฤษแบบประสมคำ แบบทดสอบแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 คำอ่าน 1 พยางค์ จำนวน 30 คำ ตอนที่ 2 คำอ่าน 2 พยางค์ จำนวน 20 คำ รวมคะแนนเต็ม 50 คะแนน โดยการคำนวณหาค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนทดสอบก่อนเรียน เปรียบเทียบกับคะแนนหลังเรียน เพื่อหาพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียน ผลปรากฏว่า นักเรียนทำ pretest ได้เฉลี่ยร้อยละ 60.26 และทำ post test ได้เฉลี่ย ร้อยละ 79.11 สรุปในภาพรวมของการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนดีขึ้น โดยเฉลี่ยร้อยละ 18.85 นักเรียนส่วนมากมีพัฒนาด้านการอ่านภาษาอังกฤษดีขึ้น ออกเสียงถูกต้อง สามารถประสมคำเองได้มากขึ้น และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ สามารถใช้ภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานในการสื่อสาร และในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น

 วิจัยเรื่องผลของการใช้แบบฝึกทักษะและการเสริมแรงที่มีต่อความตั้งใจเรียนวิชาภาษาอังกฤษ
ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่
6
โดย อาจารย์เตือนใจ อรชร โรงเรียนอนุบาลพนัสศึกษาลัย สปอ
. พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
ปัญหา
: นักเรียนไม่ชอบเรียนวิชาภาษาอังกฤษ และไม่ตั้งใจเรียน
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อพัฒนาความสามารถในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ
2. เพื่อแก้ปัญหานักเรียนไม่ตั้งใจเรียน และหนีเรียนบ่อย ๆ

วิธีการวิจัย
1. กลุ่มเป้าหมาย : นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 4 คน
2. วิธีการหรือนวัตกรรมที่ใช้
2.1 แผนการสอนวิชาภาษาอังกฤษที่จัดกิจกรรมเน้นทักษะกระบวนการปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วยขั้นตระหนัก ขั้นสังเกตและรับรู้ข้อมูล ขั้นปฏิบัติตามแบบ ขั้นฝึกทบทวนทำเองโดยไม่มีแบบ ขั้นวิเคราะห์และสรุป และขั้นนำไปใช้ฝึกให้ชำนาญ
2.2 แบบฝึกทักษะวิชาภาษาอังกฤษที่มีความยากง่ายพอเหมาะ
2.3 แบบบันทึกการสังเกตการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
2.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2.5 การเสริมแรงด้วยการให้คำชมเชยระหว่างเรียน
3. วิธีการรวมรวมข้อมูล
3.1 ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียนปลายภาคเรียน
3.2 สังเกตและบันทึกการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนหลังการสอนทุกครั้ง และสรุปทุก ๆ สัปดาห์ เป็นเวลา 1 เดือน
3.3 ตรวจสอบร่อยรอยการทำแบบฝึกทักษะระหว่างเรียน
4.วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
4.1 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนปลายภาคเรียนระหว่างคะแนนของนักเรียนรุ่นนี้กับนักเรียนรุ่นที่แล้ว
4.2 วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียน จากบันทึกการสังเกตพฤติกรรมที่สรุปรวบรวมไว้

 วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง ศึกษาพฤติกรรมนิสัยรักการอ่าน (ด้านจิตพิสัย) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2    ผู้วิจัยนางจิตต์ ฉิมแสง  อาจารย์ 1 ระดับ 4

ความเป็นมาของปัญหาวิจัย
    
     จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 36 คน พบว่า นักเรียนห้องนี้มีผลการเรียนต่ำ เนื่องจาก
          1.
นักเรียนอ่านหนังสือไม่ได้
          2.
นักเรียนอ่านหนังสือได้บ้างไม่ได้บ้าง
          3.
นักเรียนไม่ค่อยสนใจการเรียน
          4.
นักเรียนไม่ตั้งใจเรียนและไม่ค่อยมีสมาธิ

การแก้ปัญหา
          1. ชุดฝึกการสอนอ่าน
          2.
อ่านหนังสือด้วยความสมัครใจ
          3.
อ่านหนังสือที่ชอบ

วัตถุประสงค์
    
     1. เพื่อให้นักเรียนชั้น ป. 1/2 อ่านหนังสือได้
     
   2. เพื่อให้นักเรียนชั้น ป. 1/2 มีนิสัยรักการอ่านดีขึ้น

วิธีดำเนินการ
    
     1. ทดสอบความสามารถในการอ่านของเด็กแต่ละคนแล้วบันทึกผล
          2.
จัดทำแบบทดสอบพฤติกรรมรักการอ่าน (ด้านจิตพิสัย) เพื่อให้นักเรียนประเมินตนเองตามความรู้สึก
          3.
สรุปผลพฤติกรรมรักการอ่าน (ด้านจิตพิสัย) เพื่อจัดกิจกรรมที่เป็นแรงจูงใจให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่าน
          4.
จัดกิจกรรมส่งเสริมยอดนักอ่านขึ้นในห้องเรียน โดยนำผลการอ่านของนักเรียนติดบอร์ดไว้
          5.
ทดสอบความสามารถในการอ่านจากแบบทดสอบเพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการด้านการอ่าน

ระยะเวลา
  
       1 สิงหาคม 2545 ถึง 30 กันยายน 2545

ตัวแปรที่วิจัย
         นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 36 คน มีพฤติกรรมนิสัยรักการอ่านมากขึ้นซึ่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนเอง

เครื่องมือ
    
     1. แบบบันทึกการทดสอบการอ่านครั้งที่ 1
          2.
แบบสอบถามพฤติกรรมนิสัยรักการอ่าน (ด้านจิตพิสัย)
          3.
แบบบันทึกผลพฤติกรรมนิสัยรักการอ่าน (ด้านจิตพิสัย)
          4.
แบบบันทึกยอดนักอ่านประจำเดือน
          5.
แบบบันทึกทดสอบการอ่าน ครั้งที่ 2

วิธีเก็บข้อมูล
   
     ครูเก็บข้อมูลหลังจากปฏิบัติกิจกรรม

การวิเคราะห์ข้อมูล
   
     จากการสอบถามพฤติกรรมนิสัยรักการอ่าน (ด้านจิตพิสัย) เมื่อได้ข้อมูลนำมาสรุปผล จึงจัดกิจกรรมส่งเสริมยอดนักอ่านขึ้นเป็นระยะเวลา 20 วัน ทำให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านมากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนของนักเรียนดีขึ้นด้วย

 

การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน เรื่อง การศึกษาผลของการใช้แบบทดสอบแบบอัตนัย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้วิจัยนางสาววิชญดา คุลีพันธุ์  อาจารย์ 1 ระดับ 4

ความเป็นมาของปัญหาวิจัย
 
          การทำแบบทดสอบแบบปรนัยของนักเรียนนั้น บางครั้งไม่สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ เพราะบางคนก็ใช้การเดา ไม่ได้อ่านคำถาม-คำตอบ บางคนก็ลอกเพื่อน ครูจึงสนใจการศึกษาการนำแบบทดสอบแบบอัตนัยมาใช้กับนักเรียนให้มากขึ้น

คำถามวิจัย
  
       การใช้แบบทดสอบแบบอัตนัยทำให้สามารถประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ชัดเจนขึ้นหรือไม่

ตัวแปรในการวิจัย
      
     ตัวแปรต้น การใช้แบบทดสอบแบบอัตนัยของนักเรียน
    
      ตัวแปรตาม การประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนชัดเจนขึ้น

ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย

          ทำให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับผลของการใช้แบบทดสอบแบบอัตนัยของนักเรียนซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกใช้ความคิดของนักเรียนให้มากขึ้น

วิธีการดำเนินการวิจัย
 
        การวิจัยเชิงทดลอง

กลุ่มตัวอย่าง
   
     นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 20 คน

เครื่องมือวิจัย
           - แบบบันทึกคะแนนการทำแบบทดสอบแบบปรนัย (ก่อนการทำวิจัย)
          -
แบบทดสอบแบบปรนัย
          -
แบบบันทึกคะแนนการทำแบบทดสอบแบบอัตนัย

การเก็บรวบรวมข้อมูล
    
     ข้อมูลจากการบันทึกคะแนนการทำข้อสอบแบบอัตนัย

การวิเคราะห์ข้อมูล
 
         นำข้อมูลที่ได้จากการทำแบบทดสอบมาบันทึกและวิเคราะห์โดยทำตาราง กราฟเส้น