อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ประกอบด้วยส่วนที่สำคัญดังนี้
               1.
   หน่วยรับข้อมูล  (Input  Unit)
               2.
   หน่วยประมวลผลกลาง   (Central Processing  Unit)
               3.
   หน่วยความจำหลัก  (Main  Memory  Unit)
               4.   หน่วยแสดงผลลัพธ์   (Output  Unit)
               5.
   หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง  (Secondary  Storage  Unit)

1.  หน่วยรับข้อมูล  หน่วยรับข้อมูล   ทำหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้เข้าสู่หน่วยความจำหลัก ปัจจุบันมีสื่อต่าง ๆ ให้เลือกใช้ได้มาก เช่น  แป้นพิมพ์  เมาส์  จอยสติก   จอภาพระบบสัมผัส  ปากกาแสง  เครื่องอ่านพิกัด เครื่องอ่านระหัสบาร์โค้ด  สแกนเนอร์   เป็นต้น

แป้นพิมพ์ (Keyboard)  เป็นหน่วยรับข้อมูลที่นิยมใช้กันมากที่สุด  เพราะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ใช้ในการป้อนข้อมูลสำหรับคอมพิวเตอร์  โดยทั่วไปจะมีลักษณะคล้ายแป้นของเครื่องพิมพ์ดีด  แต่มีจำนวนแป้นมากกว่า  ปัจจุบันนิยมใช้กันที่  108   คีย์   แป้นพิมพ์แบ่งออกเป็น  กลุ่มด้วยกันคือ
               1.
    แป้นอักขระ  (Character  Keys)  มีลักษณะการจัดวางตัวอักษรเหมือนแป้นบนเครื่องพิมพ์ดีด
               2.
    แป้นควบคุม  (Control  Keys)  เป็นแป้นที่มีหน้าที่สั่งการบางอย่างโดยใช้งานร่วมกับแป้นอื่น
               3.
    แป้นฟังก์ชัน  (Function  Keys)  คือแป้นที่อยู่แถวบนสุด  มีสัญลักษณ์เป็น  F1…. F21   ซอฟต์แวร์แต่ละชนิดอาจกำหนดแป้นเหล่านี้ให้มีหน้าที่เฉพาะอย่างแตกต่างกันไป
              4.
    แป้นตัวเลข  (Numeric  Keys)  เป็นแป้นที่แยกจากแป้นอักขระมาอยู่ทางด้านขวามีลักษณะคล้ายเครื่องคิดเลข  ช่วยอำนวยความสะดวกในการบันทึกตัวเลขเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์
             แป้นพิมพ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันจะใช้รหัส 
บิตแทนตัวอักษรหนึ่งตัว  ทำให้สามารถแทนตัวอักขระได้ทั้งหมด  256  ตัว  ซึ่งใช้ได้เพียงพอกับการใช้งานทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  แต่หากเป็นแป้นพิมพ์ภาษาอื่นก็อาจใช้รหัสในการแทนตัวอักษรแตกต่างกัน  เช่นภาษาญี่ปุ่นซึ่งมีตัวอักษรทั้งหมดประมาณ  50,000  ตัว   ต้องใช้รหัส  16  บิตจึงจะแทนตัวอักษรได้ทั้งหมด

เมาส์  (Mouse) เมาส์มีหลายขนาดและมีรูปร่างต่างกันไป  แต่ที่นิยมใช้จะมีขนาดเท่าฝ่ามือ  มีลูกกลมกลิ้งอยู่ด้านล่างหรือเป็นระบบแสง  ส่วนด้านบนจะมีปุ่มให้กดจำนวนสอง  สาม  หรือสี่ปุ่ม   แต่ที่นิยมใช้กันมากคือสองปุ่ม    ใช้ส่งข้อมูลเข้าสู่หน่วยความจำหลักโดยการเลื่อนเมาส์ให้ลูกกลมด้านล่างหมุน  เพื่อเป็นการเลื่อนตัวชี้ตำแหน่ง  (Cursor)  บนจอภาพไปยังตำแหน่งที่ต้องการบนจอภาพ  ทำให้การโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทำได้รวดเร็วกว่าแป้นพิมพ์  ผู้ใช้อาจใช้เมาส์วาดรูป  เลือกทางเลือกจากเมนู  และเปลี่ยนแปลงหรือย้ายข้อความ   ซึ่งเมาส์นั้นต้องใช้คู่กับแป้นพิมพ์เสมอ  นอกจากนี้เมาส์ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์แบบพกพามีดังนี้
1.
เมาส์แบบลูกกลมควบคุม  จะเป็นลูกบอลเล็ก  ๆ  ซึ่งอาจวางอยู่หน้าจอภาพในเนื้อที่ของแป้นพิมพ์  หรือเป็นอุปกรณ์ต่างหากเช่นเดียวกับเมาส์  เมื่อผู้ใช้หมุนลูกบอลก็จะเป็นการเลื่อนตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ   มีหลักการทำงานเช่นเดียวกับเมาส์
2.
เมาส์แบบแท่งชี้ควบคุม   เป็นแท่งพลาสติกเล็ก  ๆ อยู่ตรงกลางแป้นพิมพ์  บังคับโดยใช้นิ้วหัวแม่มือเพื่อเลื่อนตำแหน่ง    ของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพเช่นเดียวกับเมาส์
3. 
เมาส์แบบแผ่นรองรับสัมผัส   เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมที่วางอยู่หน้าแป้นพิมพ์  สามารถใช้นิ้ววาดเพื่อเลื่อนตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพเช่นเดียวกับเมาส์

จอยสติก  (Joy  stick) จอยสติก  เป็นก้านสำหรับใช้โยกขึ้นลง  ซ้ายขวา   เพื่อย้ายตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ  มีหลักการทำงานเช่นเดียวกับเมาส์  แต่จะมีแป้นกดเพิ่มเติมมาจำนวนหนึ่งสำหรับสั่งงานพิเศษ   นิยมใช้กับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือควบคุมหุ่นยนต์

จอภาพระบบสัมผัส  (Touch-Sensitive Screen)  จอภาพระบบสัมผัส  เป็นจอภาพแบบพิเศษซึ่งผู้ใช้เพียงแตะปลายนิ้วลงบนจอภาพในตำแหน่งที่กำหนดไว้  เพื่อเลือกการทำงานที่ต้องการ  ซอฟต์แวร์ที่ใช้จะเป็นตัวค้นหาว่าผู้ใช้เลือกทางเลือกใด  และทำงานให้ตามนั้น   หลักการนี้นิยมใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์  เพื่อช่วยให้ผู้ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่คล่องนักสามารถเลือกข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว  จะพบการใช้งานมากในร้านอาหารแบบเร่งด่วน  หรือใช้แสดงข้อมูลการท่องเที่ยว  เป็นต้น

ปากกาแสง  (Light pen) ปากการแสงใช้เซลล์แบบโฟโตอิเล็กทริก  ซึ่งมีความไวต่อแสงเป็นตัวกำหนดตำแหน่งบนจอภาพ  รวมทั้งสามารถใช้วาดลักษณะหรือรูปแบบของข้อมูลให้ปรากฎบนจอภาพ   การใช้งานทำได้โดยการแตะปากกาแสงไปบนจอภาพตามตำแหน่งที่ต้องการ  นิยมใช้กับงานคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ  รวมทั้งนิยมใช้เป็นอุปกรณ์ป้อนข้อมูลโดยการเขียนด้วยมือในคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก  เป็นต้น

เครื่องอ่านพิกัด  (Digitizing  tablet) เครื่องอ่านพิกัดประกอบด้วยกระดาษที่มี  เส้นแบ่ง  (Grid)  ซึ่งสามารถใช้ปากกาเฉพาะ  (stylus)  ชี้ไปที่บนกระดาษนั้น   เพื่อส่งข้อมูลตำแหน่งเข้าไปยังคอมพิวเตอร์   ปรากฏเป็นลายเส้นบนจอภาพ  เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์  ซึ่งใช้ในการออกแบบรถยนต์  อาคาร  อุปกรณ์ทางแพทย์  และหุ่นยนต์  เป็นต้น

เอ็มไอซีอาร์  (Magnetic Ink  Character Recognition) เป็นเครื่องที่ใช้การวิเคราะห์ด้วยแสงใช้ในการตรวจสอบเช็คของธนาคารให้รวดเร็วมีประสิทธภาพ  และเชื่อถือได้  เครื่องเอ็มไอซีอาร์ (MICR) ใช้สำหรับธนาคารใช้ตรวจสอบเช็ค  โดยเครื่องจะทำการเข้ารหัสธนาคาร  รหัสสาขา  เลขบัญชี  และเลขที่เช็ค  ไว้ในเช็คทุกใบ  จากนั้นจึงส่งเช็คนั้นให้ลูกค้า   ตัวเลขที่เข้ารหัสไว้จะเรียนว่า  ตัวเลขเอ็มไอซีอาร์   ในเช็คจะมีตัวเลขเอ็มไอซีอาร์ชัดเจนที่ล่างซ้ายชองเช็คเสมอ   และหลังจากที่เช็คนั้นกลับมาสู่ธนาคารอีกครั้งหนึ่ง  ก็จะทำการตรวจสอบจากตัวเลขเอ็มไอซีอาร์ว่าเป็นเช็คของลูกค้านั้นจริงหรือไม่ 

เครื่องอ่านรหัสบาร์โคด  (Bar  Code  Reader) รหัสบาร์โคด  เป็นแถบสีดำและขาวต่อเนื่องกันที่พิมพ์ติดไว้ที่สินค้า  จากนั้นใช้เครื่องอ่านรหัสบาร์โคดอ่านข้อมูลบนแถบบาร์โคด  เพื่อเรียกข้อมูลของรายการสินค้านั้น  เช่นราคาสินค้าออกมาจากฐานข้อมูล  แล้วจึงทำการประมวลผลข้อมูลตามรายการนั้นและทำงานต่อไป  ระบบบาร์โคดได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน  เพราะไม่ต้องทำการพิมพ์ข้อมูลเข้าด้วยแป้นพิมพ์ จึงลดการผิดพลาดและประหยัดเวลาได้มาก  ส่วนใหญ่จะใช้ในห้างสรรพสินค้า  ร้านขายหนังสือ  ห้องสมุด  เป็นต้น

สแกนเนอร์  (Scanner) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านหรือสแกนข้อมูลบนเอกสารเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์  โดยใช้วิธีส่องแสงไปยังวัตถุที่ต้องการสแกน  แสงที่ส่องไปยังวัตถุแล้วสะท้อนกลับมาจะถูกส่งผ่านไปที่  เซลล์ไวแสง ซึ่งจะทำการตรวจจับความเข้มของแสงที่สะท้อนออกมาจากวัตถุและแปลงให้อยู่ในรูปของข้อมูลดิจิตอล  เอกสารที่อ่านประกอบด้วยข้อความ  หรือรูปภาพกราฟิกก็ได้  สแกนเนอร์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันนี้อาจแบ่งตามวิธีใช้งานได้ดังนี้
               1.
  สแกนเนอร์มือถือ  (Handheld  scanner)  มีขนาดเล็กสามารถพกพาได้สะดวก    วิธีการใช้   ผู้ใช้ต้องถือตัวสแกนเนอร์กวาดไปบนภาพหรือวัตถุที่ต้องการ
               2.  สแกนเนอร์แบบสอดกระดาษ  (Sheeted  scanner)  เป็นสแกนเนอร์ที่ผู้ใช้ต้องสอดภาพหรือเอกสารเข้าไปยังช่องสำหรับอ่านข้อมูล  เครื่องชนิดนี้เหมาะกับเอกสารที่เป็นแผ่น
              3.
  สแกนเนอร์แบบแท่น  (Flatbed scanner)  เป็นที่นิยมใช้กันมาก    ผู้ใช้เพียงแต่วางกระดาษต้นฉบับไว้บนเครื่อง  วิธีทำงานคล้ายกับเครื่องถ่ายเอกสาร  ความสามารถของเครื่องสแกนเนอร์มีความแตกต่างกันในด้านต่าง  ๆ  เช่น  ความละเอียดในการสแกน  ซึ่งมีหน่วยเป็นจุดต่อนิ้ว  (dot  per  inch)  หรือ  ดีพีไอ  (dpi)
               จำนวนสี  เป็นการแยกความแตกต่างของสีที่อ่านได้  ปกติสีที่อ่านเข้าจะมีการจัดเก็บเป็นบิต  เช่น  สี   บิต  หมายถึงสามารถแยกความแตกต่างได้  256  สี (28)   สี  24  บิต  หมายถึงสามารถแยกความแตกต่างได้   16.7  ล้านสี   (224 )   เป็นต้น   นอกจากนี้ยังอาจมีการระบุเป็นการแยกความแตกต่างของระดับของสีเทา  (Gray  scale)   ในกรณีที่ต้องการสแกนภาพขาวดำ
               ความเร็วในการสแกน  จะขึ้นอยู่กับความละเอียดในการสแกนและจำนวนสีด้วย  ปกติจะระบุเป็น  มิลลิวินาทีต่อบรรทัด  (ms/line)

กล้องถ่ายภาพดิจิตอล  (Digital  Camera) เป็นกล้องถ่ายภาพที่เก็บภาพเป็นข้อมูลดิจิตอล  และสามารถนำภาพที่เป็นข้อมูลดิจิตอลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์สแกนเนอร์อีก

กล้องถ่ายทอดวิดีโอดิจิตอล   (Digital  Video)   เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับบันทึกภาพเคลื่อนไหวและเก็บเป็นข้อมูลแบบดิจิตอล   นิยมใช้ในการประชุมทางไกลผ่านวีดีโอ  (Video  Teleconference)  ซึ่เเป็นการประชุมผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์  เช่นผ่านอินเทอร์เน็ต  เป็นต้น

            อุปกรณ์วิเคราะห์เสียงพูด  (Speech   Recognition  Device)  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้รับสัญญาณเสียงที่มนุษย์พูด  และแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอลเก็บข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์   สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานทางเสียงแทนที่จะใช้แป้นพิมพ์    ปัจจุบันนิยมนำมาใช้กับผู้ที่ทำงานหลายอย่างไม่มีเวลาว่างพอที่จะกดแป้นพิมพ์  หรือผู้พิการเช่นคนตาบอด    เป็นต้น

2. หน่วยประมวลผลกลาง  หรือที่เรียกว่า ซีพียู เป็นหน่วยที่เปรียบเสมือนสมองของระบบคอมพิวเตอร์ เป็นหน่วยที่มีความซับซ้อนมากที่สุด ส่วนประกอบต่าง ๆ ในหน่วยประมวลผลกลางเป็นตัวกำหนดความเร็วของเครื่องคอมพิวเตอร์  หน่วยประมวลผลกลางรุ่นใหม่ ๆ จะมีขนาดเล็กลงในขณะที่มีความเร็วเพิ่มขึ้น หน่วยประมวลผลกลางมีหน่วยสำคัญอยู่ 2 หน่วยคือ
                     2.1 หน่วยคำนวณและเปรียบเทียบ  (Arithmetic and Logic Unit) 
ทำหน้าที่ประมวลผลการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ตลอดจนการเปรียบเทียบทางตรรกะทั้งหมด
                    2.2  หน่วยควบคุม (Control  Unit)  
ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งระบบ  เช่นควบคุมการทำงานของหน่วยความจำหลัก หน่วยรับข้อมูล หน่วยคำนวณและตรรกะ หน่วยแสดงผล และที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ  การทำงานของหน่วยนี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางของระบบประสาท มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยที่หน่วยควบคุมและซีพียูจะรับรู้คำสั่งต่าง ๆ ในรูปของคำสั่งภาษาเครื่องเท่านั้น

                
การทำงานในซีพียูมีรีจิสเตอร์ 
(Register)  คอยทำหน้าที่เก็บและถ่ายทอดข้อมูลหรือคำสั่งที่ถูกนำเข้ามาปฏิบัติการภายในซีพียู  รวมทั้งมี  บัส  (Bus)  เป็นเส้นทางในการส่งผ่านสัญญาณไฟฟ้าของหน่วยงานต่าง  ๆ  ภายในระบบ  โดยคอมพิวเตอร์ที่ต่างระบบกันก็จะมีการออกแบบบัสแตกต่างกัน

3. หน่วยความจำหลัก  หน่วยความจำหลักเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจดจำข้อมูล และโปรแกรมต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ บางครั้งอาจเรียกว่า หน่วยเก็บข้อมูลหลัก หน่วยความจำหลักแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
                    3.1
  หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory) หรือที่เรียกว่า รอม (ROM)  คือหน่วยความจำที่เก็บชุดคำสั่งที่ใช้ในการเริ่มต้นการทำงานหรือชุดคำสั่งสำคัญ ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์
                    3.2
  หน่วยความจำแบบแก้ไขได้  (Random Access Memory) หรือที่เรียกว่า แรม (RAM)  หมายถึงหน่วยความจำความเร็วสูงซึ่งเป็นที่เก็บโปรแกรมและข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีหน่วยความจำความเร็วสูงนี้ โปรเซสเซอร์ก็จะทำงานไม่ได้เลย เนื่องจากหน่วยความจำแรมเป็นเสมือนกระดาษทด  ที่เก็บข้อมูลทุกอย่างที่โปรเซสเซอร์ใช้ในขณะกำลังทำงานอยู่ เพราะอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลอื่น เช่น ดิสก์ไดร์ฟ จะมีความเร็วในการอ่านและบันทึกข้อมูลช้ามาก ขณะที่ซีพียูทำงานจึงต้องทำงานกับหน่วยความจำแรมที่มีความเร็วสูงเสมอ 

4. หน่วยแสดงผล หน่วยแสดงผล  ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ โดยมากจะแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ
                     4.1
  หน่วยแสดงผลชั่วคราว  หมายถึงแสดงผลออกมาให้ผู้ใช้ได้รับทราบในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกทำงานหรือเลิกใช้แล้วผลนั้นก็จะหายไป ไม่เหลือเป็นวัตถุให้เก็บได้ แต่ถ้าต้องการเก็บผลลัพธ์นั้นก็สามารถส่งถ่ายไปเก็บในรูปของข้อมูลในหน่วยเก็บข้อมูลรอง  เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานในภายหลัง  หน่วยแสดงผลที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ คือ

                 จอภาพ (Monitor)  จอภาพใช้แสดงข้อมูลหรือผลลัพธ์ได้ทันที  มี 2 ประเภท คือจอซีอาร์ที (Cathode Ray Tube) นิยมใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ใช้หลักการยิงแสงผ่านหลอดภาพคล้ายกับเครื่องรับโทรทัศน์ และจอแอลซีดี (Liquid Crystal Display)  นิยมใช้ในคอมพิวเตอร์แบบพกพา เป็นจอภาพที่ใช้หลักการเรืองแสงเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในผลึกเหลว ทำให้เป็นจอภาพที่มีความหนาไม่มาก มีน้ำหนักเบาและกินไฟน้อยกว่าจอภาพซีอาร์ที   ความละเอียดของจอภาพปัจจุบันนิยมใช้จอภาพชนิดสีแบบ Super Video Graphics Adatper หรือเรียกว่า  Super VGA   ซึ่งมีความละเอียด  800x600  พิกเซล  สำหรับจอภาพที่มีความละเอียดสูงนิยมใช้ความละเอียดที่  1024x768, 1280x1024, 1600x1200  พิกเซล   ปัจจุบันจอภาพ  Trinitron  กำลังเป็นที่นิยม  เพราะมีความคมชัดและแสดงสีได้เหมือนจริงมาก   ขนาดจอที่นิยมใช้คือ  14  นิ้ว  15  นิ้ว  และ  17  นิ้ว

                 อุปกรณ์ฉายภาพ (Projector)   เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้ในการเรียนการสอนหรือการประชุม  เนื่องจากสามารถนำเสนอข้อมูลให้ผู้ชมจำนวนมากเห็นได้พร้อม  ๆ  กัน  อุปกรณ์ฉายภาพในปัจจุบันจะมีอยู่หลายแบบ  ทั้งที่สามารถต่อสัญญาณจากคอมพิวเตอร์โดยตรง  หรือใช้อุปกรณ์พิเศษในการวางลงบนเครื่องฉายภาพข้ามศีรษะธรรมดา
                 โปรเจคเตอร์ เป็นอุปกรณ์ที่สามารถนำเสนอข้อมูลให้ผู้ชมจำนวนมากเห็นพร้อม  ๆ กัน ซึ่งสามารถต่อสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง  โปรเจคเตอร์มีความแตกต่างกันมากในเรื่องของกำลังส่องสว่าง  เนื่องจากยิ่งมีกำลังส่องสว่างสูง ภาพที่ได้ก็จะชัดเจนมากขึ้น  และราคาจะสูงขึ้นตามไปด้วย   หน่วยกำลังส่องสว่างเป็น 
Ansi  Lumen  ปัจจุบันกำลังส่องสว่างอยู่ที่   3500  Ansi  Lumen

                           
                  อุปกรณ์เสียง  (Audio  Output)
 อุปกรณ์เสียงประกอบด้วยลำโพง และการ์ดเสียง  ลำโพงมีหน่วยความดังเป็นวัตต์  วัตต์สูงก็จะดังมาก และราคาสูงตามไปด้วย  การ์ดเสียงทำหน้าที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังลำโพง  เพื่อเปลี่ยนให้เป็นคลื่นเสียง  และสามารถใช้บันทึกเสียงจากไมโครโฟนได้อีกด้วย
                  4.2
  หน่วยแสดงผลถาวร (Hard Copy)  หน่วยแสดงผลถาวร  หมายถึงการแสดงผลที่สามารถจับต้อง และเคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ มักจะออกมาในรูปของกระดาษ ซึ่งผู้ใช้สามารถนำไปใช้ในที่ต่าง ๆ ได้ เช่น

                            เครื่องพิมพ์   เครื่องพิมพ์เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันมาก  และมีให้เลือกหลากชนิดขึ้นอยู่กับคุณภาพของตัวอักษร ความเร็วในการพิมพ์ และเทคโนโลยีที่ใช้งาน สามารถแบ่งได้ดังนี้

                            เครื่องพิมพ์ชนิดตอก   (Impact printer)   หรือที่เรียกว่าใช้ในการตอกให้คาร์บอนบนผ้าหมึกติดบนกระดาษตามรูปแบบที่ต้องการ  สามารถพิมพ์ครั้งละหลายชุดโดยใช้กระดาษคาร์บอนวางระหว่างกระดาษแต่ละแผ่นได้  ข้อเสียของเครื่องพิมพ์ชนิดนี้คือ มีเสียงดังและคุณภาพงานพิมพ์ไม่ดีนัก  แบ่งได้ดังนี้
                    
       เครื่องพิมพ์อักษร (Character Printer)   หมายถึงเครื่องที่พิมพ์ครั้งละหนึ่งตัวอักษรเท่านั้น   ตัวอักษรแต่ละตัวจะถูกสร้างจากจุดเล็ก  ๆ  จำนวนมาก   จึงสามารถเรียกอีกอย่างว่า  เครื่องพิมพ์แบบจุด (Dot  Matrix  Printer)     นิยมใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์
                    
       เครื่องพิมพ์บรรทัด   (Line Printer)   หมายถึงเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์ครั้งละหนึ่งบรรทัด  เป็นเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์งานได้เร็ว  แต่จะมีราคาสูง  นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่  หรือเครื่องพิมพ์ที่มีผู้ใช้หลายคน 
               
                          
 เครื่องพิมพ์ชนิดไม่ตอก (Nonimpact  printer)  ใช้เทคนิคการพิมพ์จากวิธีการทางเคมี ซึ่งทำให้พิมพ์ได้เร็วและคมชัดกว่าชนิดตอก  และพิมพ์ได้ทั้งตัวอักษรและภาพกราฟิก รวมทั้งไม่มีเสียงขณะพิมพ์  แต่มีข้อจำกัดคือไม่สามารถพิมพ์กระดาษแบบสำเนา (Copy)
ได้  เครื่องพิมพ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ

                    
       เครื่องพิมพ์เลเซอร์  (Laser  Printer)    เป็นเครื่องพิมพ์ที่ทำงานคล้ายกับเครื่องถ่ายเอกสาร  มีแสงเลเซอร์สร้างประจุไฟฟ้า  ซึ่งจะทำให้โทนเนอร์ (Toner)  สร้างภาพที่ต้องการและพิมพ์ภาพนั้นลงบนกระดาษ  ไม่มีเสียงดังขณะทำงาน  เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์มีทั้งรุ่นที่พิมพ์สีขาวดำ และพิมพ์ภาพสี  เครื่องพิมพ์เลเซอร์จะมีรุ่นต่าง ๆ ที่แตกต่างกันในด้านความเร็ว และความละเอียดของงานพิมพ์  รุ่นที่มีความละเอียดสูงจะมีความคมของตัวอักษรมาก  เครื่องพิมพ์เลเซอร์พิมพ์สีขาวดำมีราคาระดับปานกลาง  ส่วนเครื่องพิมพ์ที่พิมพ์ภาพสีมีราคาค่อนข้างสูง  มีความละเอียดการพิมพ์  300-600 จุดต่อนิ้ว มีหน่วยความจำตั้งแต่  512  กิโลไบต์ – 1 เมกะไบต์
                 
       เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก  (Inkjet  Printer)   ทำงานโดยการฉีดพ่นละอองหมึกผ่านจานที่มีกระแสไฟฟ้า  ทำให้มีการเบี่ยงเบนของละอองหมึกพุ่งตรงไปยังกระดาษ  เกิดเป็นตัวอักษรขึ้นมา  ขณะพิมพ์ไม่มีเสียงดัง  เป็นเครื่องพิมพ์ที่สามารถพิมพ์สีได้  แต่ไม่คมชัดเหมือนเครื่องพิมพ์เลเซอร์  แต่คมชัดกว่าเครื่องพิมพ์ชนิดตอกและมีราคาถูกกว่าเครื่องพิมพ์ชนิดเลเซอร์จึงได้รับความนิยมนำมาใช้ตามบ้านมากขึ้น
                 
      เครื่องพิมพ์ความร้อน  (Thermal  Printer)   เป็นเครื่องพิมพ์ที่ให้คุณภาพในการพิมพ์สูงสุด มี 2 แบบคือ แบบที่กลิ้งริบบอนที่เคลือบแวกซ์ไปบนกระดาษ แล้วเพิ่มความร้อนให้กับริบบอนจนแวกซ์นั้นละลายและเกาะติดอยู่บนกระดาษ  อีกแบบหนึ่งใช้หลักการเดียวกันแต่ใช้สีย้อมแทนแวกซ์ สามารถพิมพ์ภาพสีได้ใกล้เคียงกับภาพถ่าย  แต่ราคาเครื่องและค่าใช้จ่ายสูงมาก    

     เครื่องพลอตเตอร์  (Plotter) ใช้วาดหรือเขียนภาพสำหรับงานที่ต้องการความละเอียดสูง  ๆ  นิยมใช้กับงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม  มีให้เลือกหลายชนิดโดยจะแตกต่างกันในด้านความเร็ว  ขนาดกระดาษ  และจำนวนปากกาที่ใช้เขียนในแต่ละครั้ง  มีราคาแพงกว่าเครื่องพิมพ์ธรรมดามาก

5. หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง หน่วยเก็บข้อมูลสำรองที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังนี้
                    5.1
ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ  เป็นเครื่องขับจานแม่เหล็ก   ซึ่งมีจานแม่เหล็กหลาย ๆ จานรวมกันเป็นชุด สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าฟลอปปีดิสก์ และทำงานได้เร็วกว่า    เป็นอุปกรณ์สำหรับอ่านเขียนข้อมูลในจานแม่เหล็ก  ฮาร์ดดิสก์ที่นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะประกอบด้วยจานแม่เหล็กหลาย  ๆ แผ่น  และสามารถบันทึกข้อมูลได้ทั้งสองหน้าของผิวจานแม่เหล็ก  โดยที่ทุกแทรก  (Track)  และเซกเตอร์ (Sector)  ที่มีตำแหน่งตรงกันของฮาร์ดดิสก์ชุดหนึ่งจะเรียกว่า  ไซลินเดอร์  (Cylinder)  แผ่นจานแม่เหล็กของฮาร์ดดิสก์นั้นหมุนเร็วมาก  โดยหัวอ่านและบันทึกจะไม่สัมผัสกับผิวจานแม่เหล็ก    ฮาร์ดดิสก์หนึ่งชุดประกอบด้วยแผ่นจานแม่เหล็กจำนวนหลายแผ่นทำให้เก็บข้อมูลได้มากกว่าฟลอปปีดิสก์  นอกจากนี้ฮาร์ดดิสก์จะหมุนด้วยความเร็วสูงมาก  คือตั้งแต่  3.600  รอบต่อนาทีขึ้นไป  ทำให้สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
                  ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์อีกประเภทหนึ่งที่สามารถเคลื่อนย้ายได้  (Removable  Disk)   โดยจะเป็นจานแม่เหล็กเพียงแผ่นเดียวอยู่ในกล่องพลาสติกบาง  ๆ  มีลักษณะคล้ายกับฟลอปปีดิสก์   สามารถเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่  1  GB  ขึ้นไป  ในแผ่นขนาด  3.5  นิ้วเท่านั้น
                 5.
2
  ฟลอปปีดิสก์ไดร์ฟ    เป็นเครื่องอ่านและเขียนแผ่นฟลอปปีดิสก์   แผ่นฟลอปปีดิสก์เป็นแผ่นพลาสติกวงกลม  ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีขนาด  3.5  นิ้ว   (วัดจากเส้นรอบวงของวงกลม เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ปัจจุบันนี้จะมีดิสก์ไดร์ฟหนึ่งหรือสองช่องเสมอ  การอ่านของดิสก์ไดร์ฟมีหลักการทำงานคล้ายกับการเล่นซีดีเพลง  ส่วนการบันทึกนั้นมีหลักการทำงานคล้ายกับการบันทึกเสียงลงในเทปบันทึกเสียง  ต่างกันก็ตรงที่ไม่ต้องกดปุ่มใด  ๆ  เมื่อต้องการบันทึก  เพราะโปรแกรมที่ใช้งานจะจัดการให้โดยอัตโนมัติ  แผ่นดิสก์เกตต์จะมี  แถบป้องกันการบันทึก  (Write-protection)   อยู่ด้วยผู้ใช้สามารถเปิดแถบนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการบันทึกข้อมุลอื่นทับไป หรือลบข้อมูลทิ้ง   จำนวนข้อมูลที่เก็บอยู่ในแผ่นดิสก์เกตต์  จะขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของสารแม่เหล็กบนผิวของแผ่นดิสก์เกตต์    โดยสามารถแบ่งออกเป็นสองชนิดคือ  ดิสก์ความจุสองเท่า  (Double  density)  ซึ่งจะเก็บข้อมูลได้มากกว่าดิสก์ที่มีความจุเท่าเดียวที่นิยมใช้ในสมัยก่อน  ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ  ดิสก์ความจุสูง  (high  density)  ซึ่งจะเก็บข้อมูลได้มากกว่าดิสก์ที่มีความจุเป็นสองเท่า  และเป็นดิสก์ที่นิยมใช้งานกันอยู่ทั่วไป   นอกจากนี้ในปัจจุบันมีดิสก์เกตต์แบบพิเศษที่มีความจุสูงถึง  120  MB  ต่อแผ่น  ซึ่งใช้เทคโนโลยีทางด้านเลเซอร์   สามารถเก็บข้อมูลได้มากในแผ่นเดียวกัน
                 นอกจากนี้ในปัจจุบันจะมีฟลอปปีดิสไดรฟ์    สำหรับใช้กับดิสเกตต์แบบพิเศษที่มีความจุสูงถึง  120  MB  ต่อแผ่น   สะดวกในการเก็บแฟ้มข้อมูลขนาดใหญ่หรือมีปริมาณมากได้ในแผ่นเพียงแผ่นเดียว   สามารถอ่านดิสเกตต์  720  KB  และ 1.44  MB  ได้  มีอัตราการโอนถ่ายข้อมูลเร็วกว่าดิสเกตต์ปกติถึง  เท่า
                 5.3
   ซีดีรอมไดร์ฟ   เป็นอุปกรณ์สำหรับอ่านแผ่นซีดีรอม   ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับซีดีเพลง แต่สามารถเก็บข้อมูลได้สูงถึง   650   เมกะไบท์   ซีดีรอมโดร์ฟรุ่นแรกสุดนั้นมีความเร็วในการอ่านข้อมูลที่  150  กิโลไบต์ต่อวินาที   เรียกว่ามีความเร็ว  เท่าหรือ  1x  ซีดีรอมไดร์ฟรุ่นหลัง  ๆ  จะอ้างอิงความเร็วในการอ่านข้อมูลจากรุ่นแรก  เช่นความเร็ว  เท่า  (2x)   ความเร็ว  เท่า  (4x)   เป็นต้น   ปัจจุบันซีดีรอมไดร์ฟมีความเร็วอยู่ประมาณ  40  เท่า ถึง  50  เท่า   (40x - 52 x)

             ส่วนประกอบอื่น  ๆ ส่วนประกอบอื่น ๆ  ของคอมพิวเตอร์ที่ควรจะกล่าวถึงมีดังนี้

            แผงวงจรหลัก  (Main  Board)    องค์ประกอบต่าง  ๆ  ของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์  จะถูกเชื่อมกับแผงวงจรไฟฟ้าขนาดใหญ่ เรียกว่า  แผงวงจรหลัก  หรือบางครั้งอาจเรียน  แผงวงจรแม่  ซึ่งประกอบด้วย  ซีพียู  หน่วยความจำ  ซิปประมวลผลเสริม  และมีช่องสำหรับต่ออุปกรณ์ป้อนข้อมูลและแสดงผล  รวมทั้งมีช่องขยายเพิ่มเติม  ซึ่งถูกออกแบบมาให้สำรองไว้ใช้กับ  การ์ดเพิ่มเติม  หรืออแดปเตอร์ที่จะนำมาใช้ร่วมกันคอมพิวเตอร์ได้  โดยการ์ดเพิ่มเติมและอแดปเตอร์จะเป้นแผงวงจรที่มีคุณสมบัติเฉพาะในการทำงานต่าง  ๆ  เช่น  ควบคุมจอภาพ   ควบคุมเมาส์  เป็นต้น  และอุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกบรรจุอยุ่ในตัวถัง  (Case)  ซึ่งเป็นกล่องโลหะที่มีรูปร่างต่าง  ๆ ตามแต่การออกแบบของผู้ผลิต

โมเด็ม  (MODEM)  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายภายนอกผ่าน  สายโทรศัพท์  โมเด็มมีหน้าที่ในการแปลงสัญญาณดิจิตอลจากคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณอนาลอก  เพื่อส่งผ่านไปตามสายโทรศัพท์     และเมื่อได้รับข้อมูลก็จะทำการแปลงสัญญาณอนาลอกที่ได้รับให้เป็นสัญญาณดิจิตอล  เพื่อให้คอมพิวเตอร์นำไปประมวลผล  ปัจจุบันสามารถส่งข้อมูลผ่านโมเด็มได้ด้วยความเร็วตามมาตรฐาน  V.34   ของ   ITU-T  อยู่ที่   28.8  Kbps,  33.6  และ  56  Kbps โมเด็มสามารถแบ่งเป็นแบบต่าง  ๆ  ได้คือ
                โมเด็มแบบภายใน  (Internel  MODEM)  จะเป็นโมเด็มแบบเป็นการ์ดใช้เสียบกับช่องขยายเพิ่มเติมในเครื่องคอมพิวเตอร์  มีข้อดีคือราคาถูกและไม่ต้องเสียบไฟแยกต่างหาก
               โมเด็มแบบภายนอก  (External MODEM)  จะเป็นกล่องสำหรับเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทาง  พอร์ตอนุกรม  (serial  port)   มีข้อดีคือเคลื่อนย้ายได้ง่ายและมีไฟแสดงสถานะการทำงาน    โมเด็มแบบกระเป๋า   (Pocket  MODEM)  จะเป็นโมเด็มขนาดเล็กที่สามารถพกพาใส่กระเป๋าเสื้อได้และเสียบเข้ากันพอร์ตอนุกรม  โมเด็มแบบการ์ด  (PCMCIA  MODEM)   จะเป็นโมเด็มแบบใหม่ล่าสุดที่มีขนาดเท่ากับบัตรเครดิตเท่านั้น  นิยมใช้กับเครื่องโน้ตบุ๊ค

ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์

ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์   เป็นที่ทราบกันแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง   ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข   ตัวอักษร  รูปภาพ  หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้

โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นซอฟต์แวร์ เพราะเป็นลำดับขั้นตอนการทำงานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำงานแตกต่างกันได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้

การที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ทำงานให้กับเราได้มากมาย เพราะว่ามีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาให้เราสั่งงานคอมพิวเตอร์ ร้านค้าอาจใช้คอมพิวเตอร์ทำบัญชีที่ยุ่งยากซับซ้อน บริษัทขายตั๋วใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในระบบการจองตั๋ว คอมพิวเตอร์ช่วยในเรื่องกิจการงานธนาคารที่มีข้อมูลต่าง มากมาย คอมพิวเตอร์ช่วยงานพิมพ์เอกสารให้สวยงาม เป็นต้น การที่คอมพิวเตอร์ดำเนินการให้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลจะอยู่ที่ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และมีความสำคัญมาก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ

ซอฟท์แวร์และภาษาคอมพิวเตอร์

เมื่อมนุษย์ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำงาน มนุษย์จะต้องบอกขั้นตอนวิธีการให้คอมพิวเตอร์ทราบ การที่บอกสิ่งที่มนุษย์เข้าใจให้คอมพิวเตอร์รับรู้ และทำงานได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องมีสื่อกลาง ถ้าเปรียบเทียบกับชีวิตประจำวันแล้ว เรามีภาษาที่ใช้ในการติดต่อซึ่งกันและกัน เช่นเดียวกันถ้ามนุษย์ต้องการจะถ่ายทอดความต้องการให้คอมพิวเตอร์รับรู้และปฏิบัติตาม จะต้องมีสื่อกลางสำหรับการติดต่อเพื่อให้คอมพิวเตอร์รับรู้ เราเรียกสื่อกลางนี้ว่าภาษาคอมพิวเตอร์

เนื่องจากคอมพิวเตอร์ทำงานด้วยสัญญาณทางไฟฟ้า ใช้แทนด้วยตัวเลข  0  และ  1   ผู้ออกแบบคอมพิวเตอร์ใช้ตัวเลข 0 และ 1 นี้เป็นรหัสแทนคำสั่งในการสั่งงานคอมพิวเตอร์ รหัสแทนข้อมูลและคำสั่งโดยใช้ระบบเลขฐานสองนี้ คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ เราเรียกเลขฐานสองที่ประกอบกันเป็นชุดคำสั่งและใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์ว่าภาษาเครื่อง

การใช้ภาษาเครื่องนี้ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะเข้าใจได้ทันที แต่มนุษย์ผู้ใช้จะมีข้อยุ่งยากมาก เพราะเข้าใจและจดจำได้ยาก จึงมีผู้สร้างภาษาคอมพิวเตอร์ในรูปแบบที่เป็นตัวอักษร เป็นประโยคข้อความ ภาษาในลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูง ภาษาระดับสูงมีอยู่มากมาย บางภาษามีความเหมาะสมกับการใช้สั่งงานการคำนวณทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ บางภาษามีความเหมาะสมไว้ใช้สั่งงานทางด้านการจัดการข้อมูล

ในการทำงานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จะแปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง ดังนั้นจึงมีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับแปลภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง โปรแกรมที่ใช้แปลภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่องเรียกว่า คอมไพเลอร์ (compiler) หรืออินเทอร์พรีเตอร์ (interpreter)

คอมไพเลอร์จะทำการแปลโปรแกรมที่เขียนเป็นภาษาระดับสูงทั้งโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่องก่อน แล้วจึงให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามภาษาเครื่องนั้น

ส่วนอินเทอร์พรีเตอร์จะทำการแปลทีละคำสั่ง แล้วให้คอมพิวเตอร์ทำตามคำสั่งนั้น เมื่อทำเสร็จแล้วจึงมาทำการแปลคำสั่งลำดับต่อไป ข้อแตกต่างระหว่างคอมไพเลอร์กับอินเทอร์พรีเตอร์จึงอยู่ที่การแปลทั้งโปรแกรมหรือแปลทีละคำสั่ง ตัวแปลภาษาที่รู้จักกันดี เช่น ตัวแปลภาษาเบสิก ตัวแปลภาษาโคบอล

ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์จึงเป็นส่วนสำคัญที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ให้ดำเนินการตามแนวความคิดที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว คอมพิวเตอร์ต้องทำงานตามโปรแกรมเท่านั้น ไม่สามารถทำงานที่นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในโปรแกรม

ชนิดของซอฟต์แวร์

ในบรรดาซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีผู้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์มีมากมาย ซอฟต์แวร์เหล่านี้อาจได้รับการพัฒนาโดยผู้ใช้งานเอง หรือผู้พัฒนาระบบ หรือผู้ผลิตจำหน่าย หากแบ่งแยกชนิดของซอฟต์แวร์ตามสภาพการทำงาน พอแบ่งแยกซอฟต์แวร์ได้เป็นสองประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) และซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software)

ซอฟต์แวร์ระบบ คือซอฟต์แวร์ที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้จัดการกับระบบ หน้าที่การทำงานของซอฟต์แวร์ระบบคือดำเนินงานพื้นฐานต่าง ของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น รับข้อมูลจากแผงแป้นอักขระแล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ นำข้อมูลไปแสดงผลบนจอภาพหรือนำออกไปยังเครื่องพิมพ์ จัดการข้อมูลในระบบแฟ้มข้อมูลบนหน่วยความจำรอง

เมื่อเราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ทันทีที่มีการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จะทำงานตามโปรแกรมทันที โปรแกรมแรกที่สั่งคอมพิวเตอร์ทำงานนี้เป็นซอฟต์แวร์ระบบ ซอฟต์แวร์ระบบอาจเก็บไว้ในรอม หรือในแผ่นจานแม่เหล็ก หากไม่มีซอฟต์แวร์ระบบ คอมพิวเตอร์จะทำงานไม่ได้

ซอฟต์แวร์ระบบยังใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาซอฟต์แวร์อื่น และยังรวมไปถึงซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาต่าง

ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้กับงานด้านต่าง ตามความต้องการของผู้ใช้ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ปัจจุบันมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานทางด้านต่าง ออกจำหน่ายมาก การประยุกต์งานคอมพิวเตอร์จึงกว้างขวางและแพร่หลาย เราอาจแบ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ออกเป็นสองกลุ่มคือ ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ ซอฟต์แวร์สำเร็จในปัจจุบันมีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ฯลฯ

ซอฟต์แวร์ระบบ คอมพิวเตอร์ประกอบด้วย หน่วยรับเข้า หน่วยส่งออก หน่วยความจำ และหน่วยประมวลผล ในการทำงานของคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีการดำเนินงานกับอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็น ดังนั้นจึงต้องมีซอฟต์แวร์ระบบเพื่อใช้ในการจัดการระบบ หน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ระบบประกอบด้วย

1.  ใช้ในการจัดการหน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออก เช่น รับการกดแป้นต่าง บนแผงแป้นอักขระ ส่งรหัสตัวอักษรออกทางจอภาพหรือเครื่องพิมพ์ ติดต่อกับอุปกรณ์รับเข้า และส่งออกอื่น เช่น เมาส์ อุปกรณ์สังเคราะห์เสียง

2.  ใช้ในการจัดการหน่วยความจำ เพื่อนำข้อมูลจากแผ่นบันทึกมาบรรจุยังหน่วยความจำหลัก หรือในทำนองกลับกัน คือนำข้อมูลจากหน่วยความจำหลักมาเก็บไว้ในแผ่นบันทึก

3.  ใช้เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น เช่น การขอดูรายการสารบบในแผ่นบันทึก การทำสำเนาแฟ้มข้อมูล

ซอฟต์แวร์ระบบพื้นฐานที่เห็นกันทั่วไป แบ่งออกเป็นระบบปฏิบัติการ และตัวแปลภาษา ซอฟต์แวร์ทั่งสองประเภทนี้ทำให้เกิดพัฒนาการประยุกต์ใช้งานได้ง่ายขึ้น

ระบบปฏิบัติการ

ระบบปฏิบัติการ หรือที่เรียกย่อ ว่า โอเอส (Operating System : OS) เป็นซอฟต์แวร์ใช้ในการดูแลระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการนี้ ระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันมากและเป็นที่รู้จักกันดีเช่นดอส (Disk Operating System : DOS) วินโดวส์ (Windows) โอเอสทู (OS/2) ยูนิกซ์ (UNIX)

1) ดอส เป็นซอฟต์แวร์จัดระบบงานที่พัฒนามานานแล้ว การใช้งานจึงใช้คำสั่งเป็นตัวอักษร ดอสเป็นซอฟต์แวร์ที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์

2) วินโดวส์ เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาต่อจากดอส เพื่อเน้นการใช้งานที่ง่ายขึ้น สามารถทำงานหลายงานพร้อมกันได้ โดยงานแต่ละงานจะอยู่ในกรอบช่องหน้าต่างที่แสดงผลบนจอภาพ การใช้งานเน้นรูปแบบกราฟิก ผู้ใช้งานสามารถใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้ตำแหน่งเพื่อเลือกตำแหน่งที่ปรากฏบนจอภาพ ทำให้ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ง่าย วินโดวส์จึงได้รับความนิยมในปัจจุบัน

3) โอเอสทู เป็นระบบปฏิบัติการแบบเดียวกับวินโดว์ส แต่บริษัทผู้พัฒนาคือ บริษัทไอบีเอ็ม เป็นระบบปฏิบัติการที่ให้ผู้ใช้สามารถใช้ทำงานได้หลายงานพร้อมกัน และการใช้งานก็เป็นแบบกราฟิกเช่นเดียวกับวินโดวส์

4) ยูนิกซ์ เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาตั้งแต่ครั้งใช้กับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ ระบบ  ปฎิบัติการยูนิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถใช้งานได้หลายงานพร้อมกัน และทำงานได้หลาย งานในเวลาเดียวกัน ยูนิกซ์จึงใช้ได้กับเครื่องที่เชื่อมโยงและต่อกับเครื่อปลายทางได้หลายเครื่องพร้อมกัน

ระบบปฏิบัติการยังมีอีกมาก โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการที่ใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานร่วมกันเป็นระบบ เช่น ระบบปฏิบัติการเน็ตแวร์ วินโดว์สเอ็นที

ตัวแปลภาษา

ในการพัฒนาซอฟต์แวร์จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการแปลภาษาระดับสูง เพื่อแปลภาษาระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่อง ภาษาระดับสูงมีหลายภาษา ภาษาระดับสูงเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมเขียนชุดคำสั่งได้ง่าย เข้าใจได้ ตลอดจนถึงสามารถปรับปรุงแก้ไขซอฟต์แวร์ในภายหลังได้

ภาษาระดับสูงที่พัฒนาขึ้นมาทุกภาษาจะต้องมีตัวแปลภาษาสำหรับแปลภาษา ภาษาระดับสูงซึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมกันมากในปัจจุบัน เช่น ภาษาปาสคาล ภาษาเบสิก ภาษาซี และภาษาโลโก

1) ภาษาปาสคาล เป็นภาษาสั่งงานคอมพิวเตอร์ที่มีรูปแบบเป็นโครงสร้าง เขียนสั่งงานคอมพิวเตอร์เป็นกระบวนความ ผู้เขียนสามารถแบ่งแยกงานออกเป็นชิ้นเล็ก แล้วมารวมกันเป็นโปรแกรมขนาดใหญ่ได้

2) ภาษาเบสิก เป็นภาษาที่มีรูปแบบคำสั่งไม่ยุ่งยาก สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ง่าย มีรูปแบบคำสั่งพื้นฐานที่สามารถนำมาเขียนเรียงต่อกันเป็นโปรแกรมได้

3) ภาษาซ เป็นภาษาที่เหมาะสำหรับใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์อื่น ภาษาซีเป็นภาษาที่มีโครงสร้างคล่องตัวสำหรับการเขียนโปรแกรมหรือให้คอมพิวเตอร์ติดต่อกับอุปกรณ์ต่าง

4) ภาษาโลโก เป็นภาษาที่เหมาะสำหรับการเรียนรู้และเข้าใจหลักการโปรแกรมภาษาโลโกได้รับการพัฒนาสำหรับเด็ก

นอกจากภาษาที่กล่าวถึงแล้ว ยังมีภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอีกมากมายหลายภาษา เช่น ภาษาฟอร์แทรน ภาษาโคบอล ภาษาอาร์พีจี

ซอฟท์แวร์ประยุกต์

การที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการที่มีคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ทำให้มีการใช้งานคล่องตัวขึ้น จนในปัจจุบันสามารถนำคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ติดตัวไปใช้งานในที่ต่าง ได้สะดวก

การใช้งานคอมพิวเตอร์ต้องมีซอฟต์แวร์ประยุกต์ ซึ่งอาจเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีผู้พัฒนาเพื่อใช้งานทั่วไปทำให้ทำงานได้สะดวกขึ้น หรืออาจเป็นซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ ซึ่งผู้ใช้เป็นผู้พัฒนาขึ้นเองเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการทำงานของตน
 

ซอฟต์แวร์สำเร็จ
               
ในบรรดาซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่มีใช้กันทั่วไป ซอฟต์แวร์สำเร็จ (package) เป็นซอฟต์แวร์ที่มีความนิยมใช้กันสูงมาก ซอฟต์แวร์สำเร็จเป็นซอฟต์แวร์ที่บริษัทพัฒนาขึ้น แล้วนำออกมาจำหน่าย เพื่อให้ผู้ใช้งานซื้อไปใช้ได้โดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาในการพัฒนาซอฟต์แวร์อีก ซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป และเป็นที่นิยมของผู้ใช้มี 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ซอฟต์แวร์ประมวลคำ (Word  Processing Software) ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน (Spreadsheet Software) ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (Satabase  Management Software) ซอฟต์แวร์นำเสนอ (Presentation Software)  ซอฟต์แวร์การพิมพ์โดยใช้คอมพิวเตอร์ (ขนาดตั้งโต๊ะ)  (Desktop  Publishing  Software)  และซอฟต์แวร์กราฟิก (Graphic Software)

1) ซอฟต์แวร์ประมวลคำ     เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้สำหรับการพิมพ์เอกสาร สามารถแก้ไข เพิ่ม แทรก ลบ และจัดรูปแบบเอกสารได้อย่างดี เอกสารที่พิมพ์ไว้จัดเป็นแฟ้มข้อมูล เรียกมาพิมพ์หรือแก้ไขใหม่ได้ การพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ก็มีรูปแบบตัวอักษรให้เลือกหลายรูปแบบ เอกสารจึงดูเรียบร้อยสวยงาม ปัจจุบันมีการเพิ่มขีดความสามารถของซอฟต์แวร์ประมวลคำอีกมากมาย ซอฟต์แวร์ประมวลคำที่นิยมอยู่ในปัจจุบัน เช่น วินส์เวิร์ด จุฬาจารึก โลตัสเอมิโปร

2) ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน   เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการคิดคำนวณ การทำงานของซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ใช้หลักการเสมือนมีโต๊ะทำงานที่มีกระดาษขนาดใหญ่วางไว้ มีเครื่องมือคล้ายปากกา ยางลบ และเครื่องคำนวณเตรียมไว้ให้เสร็จ บนกระดาษมีช่องให้ใส่ตัวเลข ข้อความหรือสูตร สามารถสั่งให้คำนวณตามสูตรหรือเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ตารางทำงานสามารถประยุกต์ใช้งานประมวลผลตัวเลขอื่น ได้กว้างขวาง ซอฟต์แวร์ตารางทำงานที่นิยมใช้ เช่น เอกเซล โลตัส

3) ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล   การใช้คอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งคือการใช้เก็บข้อมูล และจัดการกับข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์ จึงจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์จัดการข้อมูล การรวบรวมข้อมูลหลาย เรื่องที่เกี่ยวข้องกันไว้ในคอมพิวเตอร์ เราก็เรียกว่าฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลจึงหมายถึงซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการเก็บ การเรียกค้นมาใช้งาน การทำรายงาน การสรุปผลจากข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลที่นิยมใช้ เช่น เอกเซส ดีเบส พาราด็อก ฟ๊อกเบส

4) ซอฟต์แวร์นำเสนอ   เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูล การแสดงผลต้องสามารถดึงดูดความสนใจ ซอฟต์แวร์เหล่านี้จึงเป็นซอฟต์แวร์ที่นอกจากสามารถแสดงข้อความในลักษณะที่จะสื่อความหมายได้ง่ายแล้วจะต้องสร้างแผนภูมิ กราฟ และรูปภาพได้ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์นำเสนอ เช่น เพาเวอร์พอยต์

5)  ซอฟต์แวร์การพิมพ์โดยใช้คอมพิวเตอร์ (ขนาดตั้งโต๊ะ)   เป็นซอฟต์แวร์ที่มีความ

สามารถเป็นซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถ  ด้านการจัดการเอกสาร   ความสามารถด้านการเรียงพิมพ์  รวมทั้งมีความสามารถในการออกแบบสีที่สูงกว่าซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์การพิมพ์โดยใช้คอมพิวเตอร์  เช่น  เพจเมกเกอร์

6) ซอฟต์แวร์กราฟิก    เป็นซอฟต์แวร์สำหรับสร้างภาพกราฟิกแบบต่าง ๆ  การใช้งานในระดับเบื้องต้นอาจนำไปใช้ประกอบการสร้างเอกสาร หรือการนำเสนอข้อมูล ส่วนการใช้งานในระดับสูงอาจใช้ในการตกแต่งภาพหรือรูปถ่าย หรือใช้ในงานศิลปกรรม สถาปัตยกรรม วิศวกรรม  เป็นต้น  ซอฟต์แวร์กราฟิก  เช่น  ดีสตูดิโอ  โฟโตช็อป

           ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ
               การประยุกต์ใช้งานด้วยซอฟต์แวร์สำเร็จมักจะเน้นการใช้งานทั่วไป แต่อาจจะนำมาประยุกต์โดยตรงกับงานทางธุรกิจบางอย่างไม่ได้ เช่นในกิจการธนาคาร มีการฝากถอนเงิน งานทางด้านบัญชี หรือในห้างสรรพสินค้าก็มีงานการขายสินค้า การออกใบเสร็จรับเงิน การควบคุมสินค้าคงคลัง ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะสำหรับงานแต่ละประเภทให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้แต่ละราย
               ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะมักเป็นซอฟต์แวร์ที่ผู้พัฒนาต้องเข้าไปศึกษารูปแบบการทำงานหรือความต้องการของธุรกิจนั้น แล้วจัดทำขึ้น โดยทั่วไปจะเป็นซอฟต์แวร์ที่มีหลายส่วนรวมกันเพื่อร่วมกันทำงาน ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะที่ใช้กันในทางธุรกิจ เช่น ระบบงานทางด้านบัญชี ระบบงานจัดจำหน่าย ระบบงานในโรงงานอุตสาหกรรม บริหารการเงิน และการเช่าซื้อ
ความต้องการของการใช้คอมพิวเตอร์ในงานทางธุรกิจยังมีอีกมาก ดังนั้นจึงต้องมีความต้องการผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะต่าง อีกมากมาย

วาสนา สุขกระสานติ  โลกของคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร, 2540.